ฟรีแลนซ์รับงานต่างประเทศ ต้องวางแผนภาษียังไง
มีน้องกราฟิกดีไซเนอร์คนหนึ่งที่รับงานจากลูกค้าต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งอเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์ มาปรึกษาเราว่า
“เงินที่ลูกค้าโอนเข้าบัญชีต่างประเทศของเราไว้ก่อน แล้วค่อยทยอยโอนเข้าไทยทีละนิด แบบนี้นับเป็นรายได้ตอนไหนกันแน่ แล้วต้องเสียภาษีจริงไหม”
เป็นคำถามที่ฟรีแลนซ์ยุคใหม่ที่ทำงานให้ลูกค้าต่างชาติเจอกันเยอะมาก เพราะรูปแบบการรับเงินมันซับซ้อนกว่าการทำงานให้บริษัทในไทยตรงๆ
หลักการสำคัญที่ต้องเข้าใจก่อน
กฎหมายภาษีไทยใช้หลักเรื่อง “ผู้อยู่ในประเทศไทย” หรือ Tax Resident ร่วมกับหลักเกณฑ์เรื่อง “การนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย” ในการพิจารณาว่าเงินได้จากต่างประเทศต้องนำมาคำนวณภาษีในไทยหรือไม่
สำหรับเงินได้จากแหล่งต่างประเทศที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป หากในปีภาษีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้น คุณอยู่ในประเทศไทยรวมกันตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป และต่อมามีการนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย เงินได้ดังกล่าวจะเข้าหลักเกณฑ์ที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในประเทศไทยในปีที่นำเงินเข้าประเทศ
จำง่าย ๆ: ต้องดูอย่างน้อย 3 เรื่อง
1. เงินได้นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 หรือไม่
2. ในปีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้น คุณอยู่ในประเทศไทยรวมตั้งแต่ 180 วันขึ้นไปหรือไม่
3. ต่อมาคุณได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ และนำเข้ามาในปีใด
กรมสรรพากรระบุว่า หากเข้าองค์ประกอบตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปีภาษี 2567 เป็นต้นไปและถูกนำเข้าประเทศไทยในภายหลัง ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในปีที่นำเงินได้เข้าประเทศไทย
ดังนั้น สิ่งที่ฟรีแลนซ์ต้องระวังคือ อย่าดูเฉพาะวันที่เงินเข้าบัญชีต่างประเทศหรือวันที่โอนเงินเข้าไทยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเก็บข้อมูลให้สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบได้ว่าเงินก้อนนั้นเกิดจากงานปีไหน ได้รับเมื่อใด และในปีที่เงินได้เกิดขึ้นเราอยู่ประเทศไทยกี่วัน
เงินได้เกิดปีหนึ่ง แต่โอนเข้าไทยอีกปีหนึ่งได้ไหม?
ได้ และนี่คือจุดที่ฟรีแลนซ์จำนวนมากเข้าใจผิด
สมมติว่าคุณรับงานจากลูกค้าต่างประเทศในปี 2568 และเงินค่าจ้างถูกเก็บไว้ในบัญชีต่างประเทศก่อน ต่อมาในปี 2569 จึงทยอยโอนเงินบางส่วนกลับเข้าบัญชีธนาคารในประเทศไทย การพิจารณาภาษีไม่ได้หมายความว่าเงินก้อนนี้จะถูกนับเป็น “รายได้จากการทำงานปี 2569” ใหม่ทั้งหมด
แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่าเงินนั้นเป็นเงินได้จากปี 2568 หรือไม่ และในปี 2568 คุณเข้าเกณฑ์เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยหรือไม่ จากนั้นเมื่อมีการนำเงินได้ก้อนดังกล่าวเข้ามาในประเทศไทยในปี 2569 จึงนำมาพิจารณาในปีภาษี 2569 ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ข้อควรระวัง: อย่าใช้หลักว่า “โอนเงินเข้าไทยปีไหน ก็ถือเป็นรายได้ของปีนั้นทั้งหมด” เพราะในทางภาษีต้องตรวจสอบที่มาของเงินและปีที่เงินได้เกิดขึ้นก่อน โดยเฉพาะเงินได้ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป
ตัวอย่างที่ 1: รับเงินปี 2568 แล้วโอนเข้าไทยปี 2569
สมมติสถานการณ์
คุณเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ รับงานจากลูกค้าสหรัฐฯ และสิงคโปร์ตลอดปี 2568
รายได้จากงานในปี 2568 รวมทั้งปี = 720,000 บาท
ในปี 2568 คุณอยู่ประเทศไทยรวม = 250 วัน
เงินทั้งหมดถูกเก็บไว้ในบัญชีต่างประเทศ และในปี 2569 คุณโอนกลับเข้าไทยเพียง = 300,000 บาท
กรณีนี้ต้องแยกให้เห็นชัดว่า เงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2568 มีจำนวน 720,000 บาท แต่ในปี 2569 นำเข้าประเทศไทย 300,000 บาท
เงินได้ที่เกิดขึ้นในปี 2568
720,000 บาท
จำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทยในปี 2568
250 วัน → ตั้งแต่ 180 วันขึ้นไป
จำนวนเงินที่นำเข้าไทยในปี 2569
300,000 บาท
เงินได้ที่นำเข้ามาในไทยเพื่อพิจารณาภาษีในปี 2569
300,000 บาท
ดังนั้น ตัวอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงิน 720,000 บาททั้งหมดมาคำนวณภาษีในปี 2569 โดยอัตโนมัติ หากในปี 2569 นำเข้ามาเพียง 300,000 บาท การพิจารณาต้องดูจำนวนเงินได้ที่นำเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงหลักเกณฑ์และเอกสารที่ใช้พิสูจน์ที่มาของเงิน
ตัวอย่างที่ 2: ทยอยโอนเงินเข้าประเทศไทยหลายครั้ง
กรณีที่ฟรีแลนซ์ไม่ได้โอนเงินกลับเข้าประเทศไทยครั้งเดียว แต่ทยอยโอนหลายครั้ง ก็ยิ่งควรทำบัญชีติดตามเงินแต่ละก้อนให้ชัดเจน
สมมติสถานการณ์
ปี 2568 มีเงินได้จากลูกค้าต่างประเทศรวม 900,000 บาท
ในปี 2568 อยู่ประเทศไทยรวม 220 วัน
ปี 2569 มีการนำเงินเข้าประเทศไทย 3 ครั้ง ดังนี้
| ครั้งที่ | จำนวนเงินที่โอนเข้าไทย | เดือนที่โอน |
|---|---|---|
| ครั้งที่ 1 | 150,000 บาท | กุมภาพันธ์ 2569 |
| ครั้งที่ 2 | 180,000 บาท | พฤษภาคม 2569 |
| ครั้งที่ 3 | 120,000 บาท | ตุลาคม 2569 |
| รวม | 450,000 บาท | – |
150,000 + 180,000 + 120,000 = 450,000 บาท
ดังนั้น เงินที่นำเข้าประเทศไทยในปี 2569 จากเงินได้ก้อนดังกล่าว = 450,000 บาท
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า การวางแผนภาษีไม่ได้หมายถึงการพยายามแบ่งเงินเป็นยอดเล็ก ๆ เพื่อให้ไม่เสียภาษี แต่ควรเป็นการ จัดระบบหลักฐานและติดตามที่มาของเงินแต่ละก้อน เพื่อให้สามารถอธิบายได้ว่าเงินที่โอนเข้าไทยมาจากรายได้ปีใด จำนวนเท่าใด และส่วนใดเป็นเงินได้ที่เข้าหลักเกณฑ์ภาษี
ตัวอย่างที่ 3: แล้วภาษีที่ต้องจ่ายคำนวณจากยอดโอนทั้งหมดเลยไหม?
ไม่ใช่โดยตรง เพราะจำนวนเงินได้ที่ต้องนำมาคำนวณภาษี ยังต้องพิจารณาการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และเงินได้ประเภทอื่นของผู้เสียภาษีด้วย
สำหรับเงินได้จากการรับทำงานให้ที่เข้าลักษณะตามมาตรา 40(2) กรมสรรพากรกำหนดหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาไว้ที่ 50% แต่รวมกันไม่เกิน 100,000 บาทสำหรับเงินได้มาตรา 40(1) และ 40(2) ตามเงื่อนไขที่กำหนด
ตัวอย่างคำนวณแบบง่ายเพื่อให้เห็นภาพ
สมมติว่าในปี 2569 มีเงินได้จากต่างประเทศที่ต้องนำมาพิจารณา = 600,000 บาท
สมมติให้เงินได้ดังกล่าวเป็นเงินได้มาตรา 40(2) และเลือกหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา
ขั้นที่ 1: เงินได้
600,000 บาท
ขั้นที่ 2: หักค่าใช้จ่าย
50% ของ 600,000 = 300,000 บาท
แต่กฎหมายกำหนดเพดานค่าใช้จ่ายสำหรับเงินได้ 40(1) และ 40(2) รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท
ค่าใช้จ่ายที่หักได้ในตัวอย่างนี้
100,000 บาท
คงเหลือหลังหักค่าใช้จ่าย
600,000 – 100,000 = 500,000 บาท
หักค่าลดหย่อนอื่น ๆ
ต้องพิจารณาตามสิทธิจริงของผู้เสียภาษี
หากสมมติว่าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นเฉพาะวิธีคิด เงินได้สุทธิที่ใช้เป็นฐานภาษีในตัวอย่างจะอยู่ที่ 500,000 บาท
จากอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เงินได้สุทธิส่วนแรก 150,000 บาทได้รับยกเว้น จากนั้นส่วน 150,001–300,000 บาทเสีย 5% และส่วน 300,001–500,000 บาทเสีย 10%
150,000 บาทแรก = ยกเว้นภาษี
150,000 บาทถัดไป × 5% = 7,500 บาท
200,000 บาทถัดไป × 10% = 20,000 บาท
ภาษีตามตัวอย่าง = 27,500 บาท
หมายเหตุสำคัญ: ตัวเลข 27,500 บาทเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายวิธีคำนวณแบบขั้นบันได โดยสมมติว่าไม่มีเงินได้ประเภทอื่น ไม่มีค่าลดหย่อนเพิ่มเติม และยังไม่ได้พิจารณาเครดิตภาษีต่างประเทศ การคำนวณภาษีจริงของแต่ละคนอาจแตกต่างจากตัวอย่างนี้
ถ้าเคยเสียภาษีในต่างประเทศไปแล้ว ต้องเสียซ้ำไหม?
หลายคนกังวลว่าถ้าลูกค้าต่างประเทศหักภาษี ณ ที่จ่ายตามกฎหมายของประเทศนั้นไปแล้ว จะต้องมาเสียภาษีซ้ำอีกในไทยหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่ควรสรุปว่าเสียซ้ำเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติ เพราะประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับหลายประเทศ และมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการนำภาษีที่ชำระในต่างประเทศมาใช้เป็นเครดิตภาษีในประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม สิทธิในการใช้เครดิตภาษีต้องตรวจสอบเป็นรายประเทศและรายประเภทเงินได้ รวมถึงต้องดูเงื่อนไขและข้อจำกัดของอนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้องด้วย
ตัวอย่างการมองภาพเครดิตภาษีแบบง่าย
สมมติว่าฟรีแลนซ์มีเงินได้จากประเทศ A ที่เข้าเกณฑ์ต้องนำมาคำนวณภาษีในประเทศไทย และได้ชำระภาษีในประเทศ A ไปแล้ว 20,000 บาท
เมื่อคำนวณภาษีในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ทั้งหมดแล้ว พบว่าภาษีไทยที่เกี่ยวข้องกับเงินได้ก้อนนั้นอยู่ที่ 30,000 บาท
หากเข้าเงื่อนไขการใช้ Foreign Tax Credit และเครดิตที่ใช้ได้จริงอยู่ที่ 20,000 บาท
ภาษีไทยที่คำนวณได้ = 30,000 บาท
หักเครดิตภาษีต่างประเทศที่ใช้ได้ = 20,000 บาท
ภาษีไทยส่วนที่เหลือ = 10,000 บาท
ตัวอย่างนี้เป็นเพียงการอธิบายหลักการ ไม่ได้หมายความว่าภาษีต่างประเทศทุกกรณีจะสามารถนำมาหักได้เต็มจำนวน เพราะต้องตรวจสอบ DTA และหลักเกณฑ์เครดิตภาษีของเงินได้แต่ละประเภทก่อน
วางแผนยังไงให้ไม่พลาด
สิ่งแรกที่ควรทำคือ บันทึกวันที่อยู่ในไทยและวันที่เดินทางออกนอกประเทศให้ชัดเจนตลอดทั้งปี เพื่อให้ทราบว่าในแต่ละปีภาษีคุณอยู่ในประเทศไทยรวมกี่วัน
ต่อมาคือบันทึกรายได้ที่ได้รับจากลูกค้าต่างประเทศทุกรายการ พร้อมวันที่ได้รับจริง ประเทศของลูกค้า จำนวนเงิน สกุลเงิน บัญชีที่รับเงิน และวันที่นำเงินเข้าบัญชีไทย
หากรับเงินผ่านแพลตฟอร์ม เช่น Payment Service หรือบัญชีตัวกลาง ก็ควรเก็บ Statement และเอกสารที่แสดงที่มาของเงินไว้ด้วย เพื่อให้สามารถเชื่อมโยงได้ว่าเงินที่เข้าบัญชีไทยมาจากรายได้รายการใด
เอกสารที่ฟรีแลนซ์ควรเก็บไว้
| เอกสาร | ใช้สำหรับ |
|---|---|
| Invoice / ใบแจ้งหนี้ | แสดงรายละเอียดงานและจำนวนเงินที่เรียกเก็บ |
| สัญญาหรือข้อตกลงกับลูกค้า | ยืนยันลักษณะงานและเงื่อนไขการรับเงิน |
| Statement บัญชีต่างประเทศ | ตรวจสอบวันที่และจำนวนเงินที่ได้รับ |
| Statement บัญชีธนาคารไทย | ตรวจสอบวันที่นำเงินเข้าประเทศไทย |
| หลักฐานการหักภาษีต่างประเทศ | ใช้ประกอบการพิจารณา Foreign Tax Credit |
| หลักฐานค่าใช้จ่าย | ใช้ประกอบการหักค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง |
อีกเรื่องที่ฟรีแลนซ์มักมองข้าม: ค่าใช้จ่ายในการทำงาน
อีกเรื่องที่มักถูกมองข้ามคือค่าใช้จ่ายในการทำงาน เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์ ค่าอินเทอร์เน็ต หรือค่าเช่าพื้นที่ทำงาน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าค่าใช้จ่ายทุกประเภทจะนำมาหักได้ตามจำนวนที่จ่ายจริงเสมอไป ต้องพิจารณาก่อนว่าเงินได้ของฟรีแลนซ์เข้าประเภทใด และกฎหมายกำหนดวิธีหักค่าใช้จ่ายไว้อย่างไร
สำหรับเงินได้มาตรา 40(2) มีหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่ต้องพิจารณาเพดานตามกฎหมาย ดังนั้นการเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายจริงไว้ยังมีประโยชน์ต่อการตรวจสอบและวางแผน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำยอดค่าใช้จ่ายจริงทุกใบมาหักจากรายได้ได้ทั้งหมด
รับเงินจากต่างประเทศ ควรแยกบัญชีไว้ไหม?
ในทางปฏิบัติ การแยกบัญชีรับเงินจากงานต่างประเทศออกจากบัญชีใช้จ่ายส่วนตัวจะช่วยให้ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ง่ายขึ้น
โดยเฉพาะฟรีแลนซ์ที่มีรายได้หลายประเทศและได้รับเงินหลายสกุลเงิน การมีตารางติดตามรายได้จะช่วยให้เห็นภาพได้ชัดว่าเงินแต่ละก้อนมาจากลูกค้ารายใด เกิดขึ้นในปีไหน และถูกนำเข้าประเทศไทยเมื่อใด
ตัวอย่างตารางติดตามที่แนะนำ
| ลูกค้า | ประเทศ | รายได้ | ปีที่เกิดเงินได้ | วันที่นำเข้าไทย | จำนวนที่นำเข้าไทย |
|---|---|---|---|---|---|
| Client A | USA | 250,000 บาท | 2568 | 15/02/2569 | 100,000 บาท |
| Client B | Singapore | 180,000 บาท | 2568 | 20/05/2569 | 180,000 บาท |
| Client C | Germany | 320,000 บาท | 2568 | 10/10/2569 | 120,000 บาท |
ตารางลักษณะนี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อทำบัญชี แต่ช่วยให้ฟรีแลนซ์สามารถตอบคำถามสำคัญได้ว่า “เงินที่เข้าบัญชีไทยวันนี้ มาจากรายได้รายการไหน?” ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญเมื่อมีรายได้จากต่างประเทศหลายรายการ
บทความนี้เหมาะกับใคร?
บทความนี้โฟกัสเฉพาะกลุ่มฟรีแลนซ์ที่รับงานเป็นชิ้นจากลูกค้าต่างประเทศ เช่น กราฟิกดีไซเนอร์ นักเขียน โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาเว็บไซต์ ช่างภาพ นักตัดต่อวิดีโอ หรือผู้ให้บริการออนไลน์ที่รับเงินจากลูกค้าต่างประเทศ
หากเป็นกรณีลงทุนในต่างประเทศ เงินปันผล ดอกเบี้ย ค่าเช่า ทรัพย์สินในต่างประเทศ หรือมีรายได้หลายประเภท อาจมีหลักเกณฑ์เพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา
คำถามที่คนถามกันบ่อย
รับเงินเข้าบัญชีต่างประเทศแล้วไม่เคยโอนเข้าไทยเลย ต้องเสียภาษีไหม?
หากไม่ได้นำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย โดยหลักจะยังไม่เข้าองค์ประกอบเรื่องการนำเงินได้จากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินได้นั้นเกิดขึ้นในปีใด และมีหลักเกณฑ์อื่นหรืออนุสัญญาภาษีซ้อนที่เกี่ยวข้องหรือไม่
อยู่ไทยไม่ถึง 180 วันในปีที่โอนเงินเข้ามา ต้องเสียภาษีไหม?
ไม่ควรพิจารณาจากปีที่โอนเงินเข้าไทยเพียงอย่างเดียว สำหรับเงินได้จากแหล่งต่างประเทศ ต้องดูปีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้นและจำนวนวันที่อยู่ในประเทศไทยในปีที่เงินได้นั้นเกิดขึ้น รวมถึงการนำเงินเข้าประเทศไทยในภายหลัง และ DTA หากเกี่ยวข้อง
ลูกค้าต่างประเทศหักภาษีไปแล้ว ยังต้องยื่นภาษีในไทยอีกไหม?
หากเงินได้เข้าเกณฑ์ต้องนำมารวมคำนวณภาษีในประเทศไทย ก็ยังต้องนำเงินได้มาพิจารณาในการยื่นภาษีไทย แต่ภาษีที่ถูกหักหรือชำระไว้ในต่างประเทศอาจนำมาใช้เป็นเครดิตภาษีได้ตามเงื่อนไขของอนุสัญญาภาษีซ้อนและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง
ฟรีแลนซ์ต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลไหม?
ไม่จำเป็นต้องจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลค่ะ สามารถยื่นภาษีในรูปแบบบุคคลธรรมดาได้ตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แต่หากรายได้เติบโตมากขึ้น มีต้นทุนสูงขึ้น หรือเริ่มมีทีมงานและรูปแบบธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้น การเปรียบเทียบระหว่างการทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดากับนิติบุคคลอาจช่วยให้วางแผนได้เหมาะสมมากขึ้น
รับงานต่างประเทศ แต่ไม่แน่ใจว่าต้องเสียภาษียังไง?
ถ้าคุณเป็นฟรีแลนซ์ที่รับงานจากลูกค้าต่างประเทศ มีรายได้หลายสกุลเงิน หรือมีเงินค้างอยู่ในบัญชีต่างประเทศ แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องนับวันอย่างไร เงินก้อนไหนต้องนำมาคำนวณภาษี หรือควรจัดเก็บเอกสารอย่างไร
ทัก Fahthong Accounting มาคุยกันได้เลยค่ะ ให้ทีมนักบัญชีช่วยตรวจสอบรูปแบบรายได้และวางแผนภาษีให้เหมาะกับสถานการณ์ของคุณ
บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด
โทรศัพท์: 094-981-2888, 093-379-8488
LINE: @fahthongacc
Email:
fahthongacc@gmail.com,
info@fahthongacc.com
เว็บไซต์:
fahthongreg.com,
fahthongacc.com
Facebook: บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด
แหล่งอ้างอิง
- กรมสรรพากร — คำถามคำตอบเกี่ยวกับการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามมาตรา 41 วรรคสอง และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.161/2566 และ ป.162/2566
https://www.rd.go.th/fileadmin/download/news/question_p161_162.pdf
- กรมสรรพากร — คู่มือการคำนวณเครดิตภาษีสำหรับผู้มีเงินได้จากต่างประเทศ
https://www.rd.go.th/fileadmin/user_upload/porphor/GuideTaxFromAbroad_TH.pdf
- กรมสรรพากร — เครื่องมือช่วยคำนวณเครดิตภาษีสำหรับผู้มีเงินได้จากต่างประเทศ
https://www.rd.go.th/68221.html
- กรมสรรพากร — หลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่าย
https://www.rd.go.th/556.html
- กรมสรรพากร — บัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
https://www.rd.go.th/5938.html

