เปิดร้านหน้าร้านกับขายออนไลน์ปี 2569 แบบไหนคุ้มภาษีกว่า

เปิดร้านหน้าร้านกับขายออนไลน์ปี 2569



เปิดร้านค้าปลีก vs ร้านออนไลน์ ปี 2569 แบบไหนคุ้มภาษีกว่ากัน

มีลูกค้าคนหนึ่งกำลังคิดจะเริ่มธุรกิจเสริม ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเช่าพื้นที่เปิดร้านเล็กๆ หรือขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างเดียวไปก่อน เขาถามเราว่า
“เรื่องภาษีสองแบบนี้ต่างกันเยอะไหม แล้วแบบไหนคุ้มกว่ากัน”
คำถามนี้จริงๆ ไม่มีคำตอบตายตัวค่ะ เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย แต่พอจะแยกให้เห็นภาพชัดๆ ได้ว่าแต่ละแบบมีเรื่องภาษีและต้นทุนอะไรที่ต้องคิดต่างกันบ้าง

ภาระภาษีพื้นฐานเหมือนกัน ต่างกันที่ต้นทุนแวดล้อม

ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ หากเป็นบุคคลธรรมดาที่ประกอบกิจการขายสินค้า รายได้จากการขายสินค้าทั่วไปถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) และต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ส่วนกรณีดำเนินธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคล ก็จะอยู่ภายใต้ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ของนิติบุคคลนั้น

ในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่ม หากเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับจากการขายสินค้าหรือให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยทั่วไปต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ดังนั้นหลักเกณฑ์นี้ไม่ได้เปลี่ยนไปเพียงเพราะเลือกขายผ่านหน้าร้านหรือช่องทางออนไลน์

พูดง่ายๆ คือกติกาภาษีหลักไม่ได้ต่างกันเพราะช่องทางขาย แต่สิ่งที่ต่างกันจริงๆ คือ โครงสร้างต้นทุนที่ส่งผลต่อกำไรของธุรกิจ ซึ่งสุดท้ายย่อมส่งผลต่อภาระภาษีเงินได้ด้วย

ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน มีต้นทุนอะไรบ้าง?

ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้าน มักมีต้นทุนคงที่ เช่น ค่าเช่าพื้นที่ ค่าน้ำค่าไฟ ค่าตกแต่งร้าน และค่าจ้างพนักงานประจำ ต้นทุนเหล่านี้อาจนำมาพิจารณาหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด โดยต้องมีเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม

แต่ในทางธุรกิจ ต้นทุนเหล่านี้ก็หมายความว่าต้องมีกระแสเงินสดออกทุกเดือน ไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อยก็ตาม

ร้านออนไลน์มีต้นทุนแบบไหน?

ร้านออนไลน์อย่างเดียว มักมีต้นทุนคงที่ต่ำกว่ามาก ไม่ต้องเช่าพื้นที่หรือจ่ายค่าสาธารณูปโภคแบบร้านหน้าร้าน แต่จะมีต้นทุนผันแปรที่มากับแพลตฟอร์มแทน เช่น ค่าคอมมิชชั่นที่แพลตฟอร์มหักจากยอดขายแต่ละออเดอร์ ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม และค่าโฆษณาบนแพลตฟอร์มเพื่อให้สินค้าถูกมองเห็น

ต้นทุนกลุ่มนี้อาจนำมาพิจารณาเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีได้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง แต่ควรเก็บเอกสารหรือรายงานค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มไว้ให้ครบ เพื่อให้สามารถตรวจสอบยอดขายและค่าใช้จ่ายได้

ผลกระทบจากกฎภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรก

ถ้าธุรกิจที่กำลังจะเริ่มเป็นแบบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขาย ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ ก็อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าสำหรับสินค้านำเข้าตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป โดยมีการยกเลิกหลักเกณฑ์การยกเว้นอากรสำหรับสินค้ามูลค่าต่ำตามเกณฑ์เดิม และกำหนดให้สินค้านำเข้าที่เข้าเงื่อนไขต้องชำระอากรตามพิกัดศุลกากร รวมถึง VAT ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้เป็นต้นทุนของสินค้าตอนนำเข้า ไม่ได้ขึ้นอยู่โดยตรงกับว่าจะนำสินค้าไปขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ แต่รายละเอียดภาษีที่ต้องจ่ายจริงยังขึ้นอยู่กับประเภทสินค้า พิกัดศุลกากร และสิทธิหรือเงื่อนไขทางภาษีที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะขายช่องทางไหน ควรพิจารณาแหล่งที่มาของสินค้าประกอบไปด้วย ไม่ใช่ดูแค่ช่องทางขายอย่างเดียว

ความเสี่ยงเรื่องการตรวจสอบก็ต่างกัน

ร้านค้าปลีกที่รับเงินสดหน้าร้านเป็นหลัก อาจมีข้อมูลการรับเงินที่ไม่ผ่านระบบธนาคารทุกครั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถตรวจสอบรายได้ได้ เพราะผู้ประกอบการยังมีหน้าที่บันทึกรายได้จากการขายตามความเป็นจริง

ในขณะที่ธุรกิจออนไลน์ที่รับเงินผ่านการโอนหรือผ่านแพลตฟอร์มเป็นหลัก จะมีร่องรอยทางการเงินและข้อมูลธุรกรรมมากขึ้น และในกรณีที่ธุรกรรมเข้าข่าย “ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ” สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่รายงานข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ตัวอย่างเกณฑ์ธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ได้แก่ การฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรืออย่างน้อย 400 ครั้งและมียอดรวมตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป

แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า เกณฑ์ดังกล่าวเป็นเกณฑ์การรายงานข้อมูลธุรกรรม ไม่ได้หมายความว่า “ถ้าไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่ต้องเสียภาษี” หรือ “ถ้าเกินเกณฑ์แปลว่าต้องเสียภาษีทันที” เพราะหน้าที่เสียภาษียังพิจารณาจากรายได้และหลักเกณฑ์ภาษีที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก

เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเลือกช่องทางไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการบันทึกรายได้ให้ตรงกับความเป็นจริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ เพราะสุดท้ายแล้วทั้งสองช่องทางล้วนมีวิธีที่ข้อมูลรายได้สามารถถูกตรวจสอบได้

แล้วแบบไหนคุ้มภาษีกว่ากันจริงๆ?

คำตอบตรงไปตรงมาคือ ขึ้นอยู่กับกำไรสุทธิที่เหลือหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายตามหลักเกณฑ์ภาษี ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับช่องทางขายโดยตรง

ธุรกิจที่มีอัตรากำไรสูงและควบคุมต้นทุนได้ดี ไม่ว่าจะขายหน้าร้านหรือขายออนไลน์ก็ต้องคำนวณภาษีตามรูปแบบธุรกิจและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง สิ่งที่ควรทำก่อนตัดสินใจคือลองประมาณการรายได้และต้นทุนทั้งสองแบบให้ละเอียด รวมค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือค่าเช่าพื้นที่เข้าไปด้วย แล้วดูว่าแบบไหนเหลือกำไรจากการดำเนินงานมากกว่ากันจริงๆ ก่อนที่จะไปคำนวณภาระภาษีต่อ

ลองเทียบตัวเลขแบบง่ายๆ

สมมติว่าร้านทั้งสองรูปแบบมียอดขายเท่ากันเดือนละ 150,000 บาท

รายการ ร้านหน้าร้าน ร้านออนไลน์
ยอดขายต่อเดือน 150,000 บาท 150,000 บาท
ต้นทุนสินค้า 90,000 บาท 90,000 บาท
ค่าเช่า / ค่าธรรมเนียมพื้นที่ 20,000 บาท
ค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าใช้จ่ายหน้าร้าน 5,000 บาท
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและธุรกรรม 9,000 บาท
ค่าโฆษณาออนไลน์ 8,000 บาท
กำไรเบื้องต้นก่อนค่าใช้จ่ายอื่น 35,000 บาท 43,000 บาท

จากตัวอย่างนี้ ร้านออนไลน์เหลือกำไรเบื้องต้นมากกว่า แม้ว่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและค่าโฆษณา เพราะไม่มีค่าเช่าและค่าใช้จ่ายหน้าร้านในระดับเดียวกัน

แต่ถ้าร้านหน้าร้านสามารถสร้างยอดขายได้สูงกว่า หรือมีต้นทุนสินค้าที่ต่ำกว่า ผลลัพธ์ก็สามารถเปลี่ยนได้ ดังนั้นจึงไม่สามารถสรุปได้ว่า “ออนไลน์ประหยัดภาษีกว่า” เพียงเพราะต้นทุนคงที่ต่ำกว่า

ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์พร้อมกันได้ไหม?

หลายธุรกิจในปัจจุบันเลือกทำทั้งสองช่องทางควบคู่กัน เพื่อกระจายความเสี่ยงและเข้าถึงลูกค้าได้กว้างขึ้น ซึ่งก็ทำได้ เพียงแต่ต้องวางระบบบัญชีให้แยกรายได้และต้นทุนของแต่ละช่องทางให้ชัดเจน

ตัวอย่างเช่น แยกยอดขายหน้าร้าน ยอดขายจากเว็บไซต์ และยอดขายจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงแยกค่าธรรมเนียม ค่าขนส่ง ค่าโฆษณา และต้นทุนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วิธีนี้จะช่วยให้เห็นว่าช่องทางไหนทำกำไรได้ดีกว่ากันจริงๆ

ถ้าขายออนไลน์แล้วมีรายได้หลายแพลตฟอร์ม ต้องระวังอะไร?

สิ่งที่ควรระวังคือ ยอดขายที่ลูกค้าจ่าย กับยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี อาจไม่เท่ากัน เพราะแพลตฟอร์มอาจหักค่าคอมมิชชั่น ค่าธรรมเนียม หรือค่าใช้บริการบางรายการก่อนโอนเงินให้ผู้ขาย

ดังนั้นไม่ควรนำเฉพาะยอดเงินสุทธิที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชีมาใช้เป็นยอดขายโดยไม่ตรวจสอบรายงานของแพลตฟอร์ม ควรเก็บรายงานคำสั่งซื้อ ยอดขาย ค่าธรรมเนียม การคืนสินค้า และยอดสุทธิไว้ประกอบกัน

คำถามที่คนถามกันบ่อย

เปิดร้านออนไลน์อย่างเดียวไม่มีหน้าร้าน ต้องจดทะเบียนอะไรเป็นพิเศษไหม?

ไม่มีข้อกำหนดด้านภาษีที่เกิดขึ้นเพียงเพราะเป็นร้านออนไลน์โดยเฉพาะ แต่ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ภาษีเช่นเดียวกับธุรกิจทั่วไป หากมีรายได้ต้องนำมาพิจารณายื่นภาษีตามรูปแบบธุรกิจ และหากเป็นกิจการที่อยู่ในบังคับ VAT และมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

ขายทั้งหน้าร้านและออนไลน์พร้อมกัน ต้องแยกยื่นภาษีไหม?

ไม่จำเป็นต้องแยกยื่นภาษีเพียงเพราะขายสินค้าคนละช่องทาง แต่ควรบันทึกบัญชีหรือจัดทำรายงานแยกรายได้และต้นทุนของแต่ละช่องทางให้ชัดเจน เพื่อให้วิเคราะห์ผลประกอบการและวางแผนภาษีได้แม่นยำขึ้น

ค่าคอมมิชชั่นที่แพลตฟอร์มออนไลน์หักไป นำมาหักภาษีได้ไหม?

โดยหลัก ค่าคอมมิชชั่นหรือค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการสามารถนำมาพิจารณาเป็นค่าใช้จ่ายได้ หากเข้าเกณฑ์ตามประเภทเงินได้และหลักเกณฑ์การหักค่าใช้จ่ายที่กฎหมายกำหนด โดยควรมีเอกสารหรือรายงานสรุปค่าธรรมเนียมจากแพลตฟอร์มยืนยันรายการที่ถูกหักไปจริง

ร้านหน้าร้านรับเงินสดล้วน ไม่ผ่านธนาคารเลย ยังต้องยื่นภาษีไหม?

ต้องยื่นภาษีเช่นเดียวกันค่ะ เพราะการรับเงินสดไม่ได้ทำให้รายได้จากการขายสินค้าได้รับยกเว้นภาษี กฎหมายพิจารณาจากรายได้และลักษณะการประกอบกิจการ ไม่ได้กำหนดว่าต้องรับเงินผ่านธนาคารจึงจะถือเป็นรายได้

อ่านเพิ่มเติม:
หากธุรกิจที่กำลังพิจารณาอยู่มีแผนนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมาขายด้วย ควรอ่านเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบจากกฎภาษีนำเข้าตั้งแต่บาทแรกในบทความ

ภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรก 2569 กระทบใครบ้าง

กำลังเลือกระหว่างเปิดร้านหรือขายออนไลน์?

ถ้าคุณกำลังตัดสินใจว่าจะเริ่มธุรกิจแบบมีหน้าร้านหรือขายออนไลน์ แต่ยังไม่แน่ใจว่าแบบไหนเหมาะกับสถานการณ์ของคุณมากกว่า ทัก Fahthong Accounting มาคุยกันได้เลยค่ะ ให้ทีมนักบัญชีช่วยประเมินต้นทุนและภาษีให้เห็นภาพชัดก่อนตัดสินใจ

บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด

โทรศัพท์: 094-981-2888, 093-379-8488

LINE: @fahthongacc

Email:
fahthongacc@gmail.com,
info@fahthongacc.com

เว็บไซต์:
fahthongreg.com,
fahthongacc.com

Facebook: บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด

แหล่งอ้างอิง

  • กรมสรรพากร — ผู้มีหน้าที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและกำหนดเวลาการจดทะเบียน
    https://www.rd.go.th/7061.html
  • กรมสรรพากร — ผู้ประกอบกิจการที่ไม่ต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม
    https://www.rd.go.th/7060.html
  • กรมสรรพากร — การรายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะ
    https://www.rd.go.th/5951.html
  • กรมศุลกากร — มาตรการจัดเก็บอากรขาเข้าจากสินค้านำเข้าตั้งแต่บาทแรก ปี 2569
    https://www.customs.go.th/data_files/8342f73dce85665090d55bb44eb9a0e4.pdf
  • กรมสรรพากร — แนวทางเกี่ยวกับเงินได้จากการขายสินค้า มาตรา 40(8)
    https://www.rd.go.th/22899.html

บทความที่เกี่ยวข้องบนเว็บฟ้าทอง


ภาษีนำเข้าสินค้าตั้งแต่บาทแรก 2569 กระทบใครบ้าง