Remote Work พนักงานบริษัทต่างชาติ เสียภาษีต่างจากฟรีแลนซ์ยังไง

remote work ภาษี

 



Remote Work พนักงานบริษัทต่างชาติ เสียภาษีต่างจากฟรีแลนซ์ยังไง

เขียนโดยทีมนักบัญชี Fahthong Accounting

มีลูกค้าคนหนึ่งเป็นพนักงานประจำของบริษัทซอฟต์แวร์ในสิงคโปร์ แต่ทำงานอยู่ที่บ้านในกรุงเทพฯ ตลอด ไม่เคยต้องเข้าออฟฟิศที่ต่างประเทศเลย เขาถามเราว่า
“ผมมีสลิปเงินเดือนเหมือนพนักงานทั่วไป มีตำแหน่ง มีหัวหน้างาน ไม่ใช่ฟรีแลนซ์รับจ้างเป็นชิ้นๆ แบบนี้เรื่องภาษีต่างจากฟรีแลนซ์ยังไง”

คำถามนี้ตรงประเด็นมากค่ะ เพราะแม้ทั้งพนักงาน Remote และฟรีแลนซ์จะมีนายจ้างหรือลูกค้าอยู่ต่างประเทศเหมือนกัน แต่การพิจารณาภาษีไม่ได้ดูแค่ว่า “เงินโอนมาจากประเทศไหน” ต้องดูด้วยว่าเป็นเงินได้ประเภทไหน ใครเป็นผู้จ่าย และงานนั้นทำอยู่ที่ไหน

สำหรับคนที่เป็น “พนักงาน” ของบริษัทต่างชาติและนั่งทำงานจากประเทศไทยเป็นหลัก เรื่องภาษีจึงมีรายละเอียดที่ต่างจากฟรีแลนซ์ และเป็นจุดที่คนกลุ่มนี้มักมองข้าม

สถานะทางกฎหมายที่ต่างกัน

ฟรีแลนซ์รับงานในลักษณะรับทำงานให้หรือให้บริการเป็นครั้งคราว เงินได้อาจเข้าข่ายมาตรา 40(2) หรือเงินได้ประเภทอื่น ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี ในขณะที่คนที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทต่างชาติ แม้จะนั่งทำงานอยู่ที่บ้านในไทย ก็ยังถือว่ามีความสัมพันธ์แบบนายจ้างลูกจ้าง มีเงินเดือนประจำ มีตำแหน่ง มีหัวหน้างาน และมีสวัสดิการตามที่บริษัทกำหนด

เงินได้ลักษณะนี้จัดอยู่ในกลุ่มเงินได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40(1) ซึ่งเป็นคนละประเภทกับเงินได้ของฟรีแลนซ์บางลักษณะ

ความแตกต่างนี้สำคัญเพราะส่งผลต่อวิธีคำนวณค่าใช้จ่ายที่หักได้ก่อนเสียภาษี เงินได้ประเภทเงินเดือนตามมาตรา 40(1) จะหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่รวมกับเงินได้มาตรา 40(2) แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท ในขณะที่เงินได้ของฟรีแลนซ์ต้องพิจารณาตามประเภทเงินได้ที่เข้าลักษณะจริง จึงไม่ควรเหมารวมว่าฟรีแลนซ์ทุกคนสามารถเลือกหักค่าใช้จ่ายจริงได้

หลักการเรื่อง “ทำงานที่ไหน” สำคัญกว่าการดูว่า “บริษัทอยู่ประเทศไหน”

จุดนี้เป็นเรื่องที่พนักงาน Remote ต้องระวังมากที่สุด

ถ้าพนักงานมีนายจ้างเป็นบริษัทในสิงคโปร์ แต่ตัวพนักงานทำงานจากบ้านในกรุงเทพฯ หน้าที่งานนั้นเกิดจากการทำงานในประเทศไทย การพิจารณาภาษีจึงต้องดูหลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 ด้วย ไม่ใช่สรุปเพียงว่าเป็น “เงินเดือนจากต่างประเทศ” แล้วจะใช้หลักภาษีเงินได้จากต่างประเทศเหมือนกันทั้งหมด

จำง่าย ๆ: บริษัทอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้หมายความว่าเงินเดือนทั้งหมดเป็น “เงินได้จากต่างประเทศ” โดยอัตโนมัติ หากหน้าที่งานเกิดขึ้นจากการทำงานในประเทศไทย ต้องพิจารณาหลักแหล่งเงินได้ตามมาตรา 41 ด้วย

ตามหลักของกรมสรรพากร เงินได้ที่เกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยอยู่ในข่ายต้องพิจารณาภาษีไทย แม้ผู้จ่ายเงินจะอยู่ต่างประเทศก็ตาม

ดังนั้น ตัวอย่างพนักงานที่นั่งทำงานจากกรุงเทพฯ ให้บริษัทสิงคโปร์เป็นประจำ ไม่ควรเข้าใจว่า “ถ้าเงินเดือนยังอยู่ในบัญชีต่างประเทศก็ยังไม่เสียภาษีไทย” เพราะการพิจารณาไม่ได้ดูเพียงประเทศที่บริษัทตั้งอยู่หรือบัญชีที่รับเงิน แต่ต้องดูสถานที่ที่เกิดหน้าที่งานและข้อเท็จจริงของการจ้างงานด้วย

ส่วนหลัก 180 วันและการนำเงินได้เข้ามาในประเทศไทย เป็นประเด็นที่ใช้กับเงินได้จากหน้าที่งานหรือกิจการที่ทำในต่างประเทศตามเงื่อนไขของมาตรา 41 วรรคสองและวรรคสาม ดังนั้นจึงไม่ควรนำหลักนี้มาใช้กับเงินเดือนของพนักงาน Remote ที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยแบบเหมารวมทุกกรณี

ตัวอย่างให้เห็นภาพ: เงินเดือนบริษัทสิงคโปร์ แต่ทำงานจากกรุงเทพฯ

ตัวอย่างที่ 1: พนักงาน Remote เงินเดือน SGD 6,000 ต่อเดือน

สมมติว่า “คุณเอ” เป็นพนักงานประจำของบริษัทซอฟต์แวร์ในสิงคโปร์ ได้รับเงินเดือนเดือนละ SGD 6,000 และทำงานจากบ้านในกรุงเทพฯ ตลอดทั้งปี

เพื่อให้เห็นวิธีคำนวณง่ายขึ้น สมมติใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อประกอบตัวอย่างที่ 1 SGD = 25 บาท

เงินเดือนต่อเดือน = SGD 6,000 × 25

= 150,000 บาทต่อเดือน

เงินเดือนทั้งปี = 150,000 × 12

= 1,800,000 บาทต่อปี

เนื่องจากเป็นเงินเดือนจากการจ้างแรงงาน เงินได้ดังกล่าวเข้าลักษณะมาตรา 40(1) และสามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

เงินได้ทั้งปี = 1,800,000 บาท

ค่าใช้จ่าย 50% = 900,000 บาท

แต่กฎหมายให้หักได้สูงสุด = 100,000 บาท

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,800,000 – 100,000

= 1,700,000 บาท

สมมติว่าไม่มีค่าลดหย่อนอื่นเพิ่มเติม และใช้เพียงค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทเพื่อให้เห็นภาพการคำนวณ

เงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย = 1,700,000 บาท

หักค่าลดหย่อนส่วนตัว = 60,000 บาท

เงินได้สุทธิ = 1,640,000 บาท

จากนั้นจึงนำเงินได้สุทธิไปคำนวณตามอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแบบขั้นบันได ไม่ได้หมายความว่าจะนำเงิน 1,640,000 บาทไปคูณด้วยอัตราภาษีสูงสุด 25% ทั้งจำนวน

0 – 150,000 บาท = ยกเว้นภาษี

150,001 – 300,000 บาท = 150,000 × 5% = 7,500 บาท

300,001 – 500,000 บาท = 200,000 × 10% = 20,000 บาท

500,001 – 750,000 บาท = 250,000 × 15% = 37,500 บาท

750,001 – 1,000,000 บาท = 250,000 × 20% = 50,000 บาท

1,000,001 – 1,640,000 บาท = 640,000 × 25% = 160,000 บาท

ภาษีโดยประมาณ = 7,500 + 20,000 + 37,500 + 50,000 + 160,000
= 275,000 บาท

ตัวเลข 275,000 บาทนี้เป็นเพียงตัวอย่างเพื่อให้เห็นวิธีคำนวณเท่านั้น เพราะในการยื่นจริงยังต้องพิจารณาค่าลดหย่อนอื่น ๆ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย เครดิตภาษีต่างประเทศ และรายละเอียดส่วนตัวของผู้มีเงินได้ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ตามหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง

แล้วถ้าเป็นฟรีแลนซ์ รายได้เท่ากัน ภาษีจะต่างกันไหม?

ลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพอีกแบบ สมมติว่าฟรีแลนซ์คนหนึ่งมีรายได้จากการรับทำงานให้ลูกค้าต่างประเทศรวมปีละ 1,800,000 บาทเช่นเดียวกัน

หากรายได้นั้นเข้าลักษณะมาตรา 40(2) และไม่มีเงินได้ประเภทอื่น เงินได้มาตรา 40(2) สามารถหักค่าใช้จ่ายแบบเหมา 50% แต่เมื่อรวมกับเงินได้มาตรา 40(1) แล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท

รายได้จากการรับทำงาน = 1,800,000 บาท

ค่าใช้จ่ายที่หักได้สูงสุด = 100,000 บาท

เหลือ = 1,700,000 บาท

หักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท

เงินได้สุทธิ = 1,640,000 บาท

จะเห็นว่าหากข้อเท็จจริงทำให้เงินได้ของพนักงาน Remote อยู่ในมาตรา 40(1) และเงินได้ของฟรีแลนซ์อยู่ในมาตรา 40(2) และทั้งสองคนมีรายได้เท่ากัน ไม่มีรายการลดหย่อนอื่น และใช้การหักค่าใช้จ่ายตามเกณฑ์เดียวกัน ผลจากการคำนวณภาษีอาจไม่ได้ต่างกันเพียงเพราะคนหนึ่งเป็นพนักงานและอีกคนเป็นฟรีแลนซ์

สิ่งที่ต่างกันจริง ๆ คือ ลักษณะของความสัมพันธ์ในการทำงาน ประเภทเงินได้ เอกสารประกอบ และวิธีปฏิบัติด้านภาษี ซึ่งต้องพิจารณาตามข้อเท็จจริงของแต่ละคน

หมายเหตุ: ตัวอย่างทั้งหมดเป็นการจำลองเพื่ออธิบายหลักการ ไม่ใช่การคำนวณภาษีเฉพาะบุคคล อัตราแลกเปลี่ยนในตัวอย่างเป็นอัตราสมมติ 1 SGD = 25 บาท และการยื่นจริงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนและหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีนายจ้างในไทยหักภาษี ณ ที่จ่ายให้

ความแตกต่างสำคัญอีกอย่างคือ พนักงานที่ทำงานให้บริษัทในไทยจะมีนายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งสรรพากรให้ตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

แต่พนักงาน Remote ที่มีนายจ้างเป็นบริษัทต่างประเทศ ในทางปฏิบัติอาจไม่มีการหักภาษีในประเทศไทยให้เหมือนพนักงานบริษัทไทย ทั้งนี้ต้องพิจารณาโครงสร้างการจ้างงานและข้อเท็จจริงของแต่ละกรณีประกอบ

หากไม่มีภาษีถูกหักไว้ในไทย พนักงานควรประเมินภาษีของตัวเองและเตรียมเงินสำรองไว้ล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ต้องหาเงินก้อนใหญ่เมื่อถึงกำหนดยื่นแบบและชำระภาษี

จุดนี้ต่างจากพนักงานบริษัทไทยที่โดยทั่วไปจะเห็นยอดภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากนายจ้างในแต่ละเดือน ทำให้สามารถติดตามภาษีที่ถูกหักไว้ระหว่างปีได้ง่ายกว่า

เรื่องประกันสังคมก็ต้องเช็กแยกต่างหาก

เรื่องประกันสังคมก็เป็นอีกจุดที่แตกต่าง เพราะพนักงานที่มีนายจ้างในไทยจะมีระบบการขึ้นทะเบียนประกันสังคมตามกฎหมาย แต่พนักงาน Remote ที่นายจ้างอยู่ต่างประเทศไม่ควรสรุปว่ามีหรือไม่มีสิทธิประกันสังคมไทยโดยอัตโนมัติ

ต้องดูโครงสร้างการจ้างงาน สถานะของนายจ้างในประเทศไทย และข้อเท็จจริงของการทำงานประกอบ หากต้องการมีสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ควรตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการสมัครกับสำนักงานประกันสังคมเป็นรายกรณี

ควรเตรียมตัวยังไงบ้าง

สิ่งที่แนะนำเสมอสำหรับกลุ่มนี้คือกันเงินสำรองไว้สำหรับจ่ายภาษีทุกเดือน แทนที่จะรอให้ถึงปลายปีแล้วค่อยคำนวณทีเดียว เพราะถ้าประเมินผิดพลาดอาจต้องหาเงินก้อนใหญ่มาจ่ายในคราวเดียว

นอกจากนี้ควรเก็บสัญญาจ้างงาน สลิปเงินเดือน เอกสารเกี่ยวกับตำแหน่งและหน้าที่งาน รวมถึงหลักฐานการรับเงินไว้ให้ครบ เพื่อใช้ยืนยันแหล่งที่มาและลักษณะของรายได้หากถูกสอบถาม

ถ้าบริษัทต่างชาติมีการหักภาษีตามกฎหมายของประเทศนั้นไว้แล้ว ก็ควรตรวจสอบว่าไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศนั้นหรือไม่ เพื่อพิจารณาว่าสามารถใช้สิทธิเครดิตภาษีต่างประเทศในไทยได้หรือไม่ เพราะการใช้เครดิตภาษีต่างประเทศมีเงื่อนไขและข้อจำกัด ไม่ใช่ว่าภาษีต่างประเทศทุกจำนวนจะสามารถนำมาเครดิตในไทยได้ทั้งหมด

เอกสารที่ควรเก็บไว้: สัญญาจ้างงาน, Employment Contract, Payslip, หนังสือรับรองเงินเดือน, หลักฐานการโอนเงิน, รายละเอียดตำแหน่งงาน และหลักฐานภาษีที่ถูกหักในต่างประเทศถ้ามี

พนักงาน Remote ต้องยื่นภาษีแบบไหน?

หากเป็นพนักงานประจำและมีรายได้จากเงินเดือนตามมาตรา 40(1) เพียงประเภทเดียว โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 แต่หากมีเงินได้ประเภทอื่นร่วมด้วย อาจต้องพิจารณาแบบ ภ.ง.ด.90 ตามประเภทเงินได้และข้อเท็จจริงของผู้มีเงินได้

ดังนั้นก่อนเลือกแบบภาษี ไม่ควรดูเพียงว่า “บริษัทอยู่ต่างประเทศ” แต่ควรดูว่ามีรายได้ประเภทใดบ้างในปีภาษีนั้น และเงินได้แต่ละก้อนเข้าลักษณะมาตราใด

Remote Work กับ Freelance ต่างกันตรงไหน?

พนักงาน Remote
มีนายจ้าง → มีตำแหน่งและหน้าที่งาน → ได้รับเงินเดือนประจำ → โดยทั่วไปเป็นเงินได้มาตรา 40(1)

Freelance
รับงานจากลูกค้า → รูปแบบการทำงานขึ้นอยู่กับลักษณะงานและข้อตกลง → เงินได้อาจเป็นมาตรา 40(2) หรือมาตราอื่น

สิ่งที่ต้องดูเหมือนกัน
ต้องพิจารณาแหล่งเงินได้ สถานที่ทำงาน ประเภทเงินได้ เอกสาร และอนุสัญญาภาษีซ้อน หากมีการเสียภาษีในต่างประเทศ

บทความนี้เจาะกลุ่มพนักงานประจำที่มีนายจ้างต่างชาติโดยเฉพาะ หากอยากเทียบกับกรณีฟรีแลนซ์รับงานเป็นชิ้นจากต่างประเทศ อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ

ฟรีแลนซ์รับงานต่างประเทศ ต้องวางแผนภาษียังไง

หากสนใจเรื่องการรับเงินจากต่างประเทศและประเด็นภาษีที่เกี่ยวข้อง สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่

รับเงินจากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีไหม

คำถามที่คนถามกันบ่อย

เป็นพนักงาน Remote ให้บริษัทต่างชาติ ต้องยื่นภาษีแบบไหน

หากเป็นเงินเดือนจากการจ้างแรงงาน จะเข้าลักษณะเงินได้ตามมาตรา 40(1) และต้องพิจารณาว่าเงินได้นั้นเกิดจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทยหรือไม่ หากทำงานจากประเทศไทยเป็นหลัก เงินได้นั้นต้องนำมาพิจารณาภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ทำงานจากประเทศไทยให้บริษัทต่างประเทศ แต่บริษัทโอนเงินเดือนเข้าบัญชีต่างประเทศ ยังไม่ต้องเสียภาษีไทยใช่ไหม

ไม่ควรสรุปแบบนั้น เพราะหากเป็นเงินได้เนื่องจากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย การที่บริษัทอยู่ต่างประเทศหรือโอนเงินเดือนเข้าบัญชีต่างประเทศไม่ได้ทำให้เงินได้นั้นพ้นจากการพิจารณาภาษีไทยโดยอัตโนมัติ

ไม่มีใครหักภาษี ณ ที่จ่ายให้ จะโดนปรับย้อนหลังไหมถ้ายื่นช้า

หากมีหน้าที่ต้องยื่นแบบแต่ไม่ยื่นหรือยื่นล่าช้า อาจมีเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และภาระภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย จึงควรวางแผนยื่นภาษีให้ตรงเวลา แม้จะไม่มีนายจ้างในไทยคอยหักภาษีให้ล่วงหน้าก็ตาม

พนักงาน Remote กับฟรีแลนซ์ ใครเสียภาษีมากกว่ากัน

ไม่มีคำตอบว่ากลุ่มไหนต้องเสียภาษีมากกว่ากันเสมอไป เพราะต้องดูประเภทเงินได้ จำนวนรายได้ ค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และภาษีที่จ่ายไว้ในต่างประเทศ รวมถึงสิทธิประโยชน์ตามอนุสัญญาภาษีซ้อนในแต่ละกรณี

ต้องสมัครประกันสังคมเองไหมถ้านายจ้างอยู่ต่างประเทศ

ไม่สามารถตอบได้ว่าต้องสมัครเองทุกกรณี เพราะต้องดูสถานะการจ้างงานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายจ้างประกอบ หากต้องการมีสิทธิประโยชน์จากประกันสังคม ควรตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขการสมัครกับสำนักงานประกันสังคมเป็นรายกรณี

วางแผนภาษีสำหรับพนักงาน Remote Work ให้ถูกต้องตั้งแต่ต้น

ถ้าคุณเป็นพนักงาน Remote Work ให้บริษัทต่างชาติ แต่ยังไม่แน่ใจว่าต้องคำนวณและวางแผนภาษีของตัวเองยังไงให้ถูกต้อง ทัก Fahthong Accounting มาคุยกันได้เลยค่ะ

เราช่วยดูประเภทเงินได้ วิเคราะห์หลักเกณฑ์ภาษี และวางแนวทางการยื่นภาษีให้เหมาะกับข้อเท็จจริงของแต่ละคน

บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด

โทรศัพท์: 094-981-2888, 093-379-8488

LINE: @fahthongacc

Email:
fahthongacc@gmail.com,
info@fahthongacc.com

เว็บไซต์:
fahthongreg.com
,
fahthongacc.com

Facebook: บริษัท ฟ้าทอง แอคเคาน์ติ้ง แอนด์ ออดิท จำกัด

แหล่งอ้างอิง

– กรมสรรพากร — ประมวลรัษฎากร มาตรา 38–64
https://www.rd.go.th/5937.html

– กรมสรรพากร — เงินได้ที่เกิดจากแหล่งในและนอกประเทศไทย
https://www.rd.go.th/552.html

– กรมสรรพากร — การหักค่าใช้จ่าย เงินได้มาตรา 40(1) และ 40(2)
https://rd.go.th/556.html

– กรมสรรพากร — แนววินิจฉัยกรณีเงินได้จากหน้าที่งานที่ทำในประเทศไทย
https://www.rd.go.th/34764.html

บทความที่เกี่ยวข้องบนเว็บฟ้าทอง


ฟรีแลนซ์รับงานต่างประเทศ ต้องวางแผนภาษียังไง


รับเงินจากต่างประเทศ ต้องเสียภาษีไหม